เจ้าของพูลวิลล่าพัทยาสุดแสบ..ทำสัญญาปล่อยบ้านให้เอเจนซี่ท่องเที่ยวเช่ารายปี แต่ถึงหน้าเทศกาลกลับล็อคประตู นำบ้านแอบไปปล่อยเช่าเองช่วงปีใหม่หลังพบลูกค้าให้ราคาสูงกว่า โดยอ้างบริษัทฯผู้เช่าผิดสัญญาจ่ายค่ารายเดือนล่าช้า

          เมื่อวันที่ 12 ม.ค.65 ที่โรงแรมเซ็นทาราคา มาริส ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี น.ส.จุฑารัตน์ ขาวโกมล กรรมการผู้จัดการ บ.คัลเลอร์ โอเชี่ยน จำกัด พร้อมด้วยนายมนตรี บัวมาก ทนายความประจำบริษัทฯ เปิดแถลงข่าวถึงกรณีปัญหาที่ถูกสังคมโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเปิดให้บริการรับจองที่พักแบบพูลวิลล่าในพื้นที่เมืองพัทยา และอำเภอใกล้เคียงใน จ.ชลบุรี โดยมีการระบุว่าเป็นการหลอกผู้บริโภคหรือนักท่องเที่ยวให้โอนเงินค่าที่พักที่จับจองไว้ตามใบโบรชัวร์และโฆษณาในเพจเฟสบุ๊คของบริษัทฯในชื่อ “Amantara Group” แต่ปรากฏว่าหลังเดินทางมาเข้าพักจริงกลับพบว่าไม่ได้ที่พักตามที่ตกลงกันไว้ จึงเหมือนเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคนั้น
         น.ส.จุฑารัตน์ ขาวโกมล กรรมการผู้จัดการ บ.คัลเลอร์ โอเชี่ยน จำกัด กล่าวชี้แจงว่า บริษัทฯ นี้เปิดดำเนินการมาได้นานกว่า 1 ปีแล้ว โดยจะทำธุรกิจในลักษณะไปสัญญาบ้านพูลวิลล่าขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองพัทยาและใกล้เคียง รวมไปถึงห้องพักในคอนโดมิเนียม และเซอร์วิสอพาร์เมนต์ ที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ปล่อยให้เช่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ทุกครั้งจะมีการทำสัญญาเช่าที่ถูกต้องตามกฎหมายจำนวนกว่า 30 หลัง โดยส่วนใหญ่จะสนนราคาค่าเช่าตั้งแต่ 35,00-60,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่ขนาดของสิ่งปลูกสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในที่พัก โดยการทำสัญญาทุกครั้งจะมีทนายความ คู่สัญญา และพยาน ร่วมเป็นสักขีพยานโดยจะมีเอกสารยืนยันถูกต้องและเซ็นรับรองอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ทางบริษัทฯจะทำการเช่าในลักษณะรายปีเป็นส่วนใหญ่ พร้อมมีการจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า และเงินประกันในทุกอสังหาริมทรัพย์
           ขณะที่ในส่วนของการทำธุรกิจปล่อยที่พักให้เช่าสำหรับนักท่องเที่ยวนั้น ทางบริษัทฯ จะได้กำไรจากส่วนต่างที่เกินจากค่าเช่าที่ทำสัญญาไว้ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของการทำธรกิจพบว่าได้รับความสนใจตอบรับจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเป็นอย่างดี ทั้งนี้คงเพราะด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเป็นหมู่คณะมักนิยมในการเช่าที่พักแบบพูลวิลล่าเป็นหลัก เพื่อต้องการความเป็นส่วนตัวและป้องกันการติดเชื้อไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งจากกรณีนี้ทำให้ยอดการจับจองที่พักผ่านทางบริษัทฯมีมากถึง 95% ของจำนวนห้องพักที่มีอยู่ ไล่ตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2564 ข้ามปีไปจนถึงเดือนธันวาคมปี 2565 หรือกินระยะเวลานานถึง 1 ปี แต่แล้วก็มาเกิดปัญหาขึ้น เนื่องจากหลังจากที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเข้าพักตามนัดหมายโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ปรากฏว่าทางเจ้าของบ้านพูลวิลล่า ซึ่งมีทั้งชาวไทย และต่างประเทศ หรืออาจจะมีคนดูแลแทน กลับมาทำการปิดล็อคที่พัก พร้อมกล่าวอ้างว่าไม่ยินยอมให้ทางบริษัทฯใช้ประโยชน์จากบ้านพักเนื่องจากผิดสัญญาโดยการชำระค่าเช่าล่าช้าเป็นเวลานานเกินกว่า 2-3 เดือน
          นางสาวจุฑารัตน์ กล่าวต่ออีกกว่าเรื่องนี้ถือว่าสร้างความเสียหายให้กับบริษัทฯเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องของชื่อเสียง และความเสียหายที่เกิดกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาใช้บริการกลับไม่ได้เข้าพักตามสถานที่ที่ได้จับจองไว้ เรื่องนี้ทางบริษัทฯจึงต้องจัดหาสถานที่แห่งใหม่ให้ พร้อมยินยอมออกค่าใช้จ่ายให้นักท่องเที่ยวด้วย โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาพบว่าทางบริษัทฯได้รับความเสียหายรวมเป็นเงินแล้วจำนวนนับสิบล้านบาท จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากทางบริษัทฯไม่เคยค้างค่าเช่าที่บ้านพักหรือที่พักที่ทำสัญญาไว้แม้แต่รายเดียว เพียงแต่อาจจะมีล่าช้าไปบ้างในการชำระค่าเช่ารายเดือน แต่ไม่เคยเกิน 5 วันตามที่ตกลงในสัญญา ซึ่งเรื่องนี้สามารถยืนยันได้จากใบโอนชำระค่าเช่าซึ่งใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย ส่วนสาเหตุที่เกิดการกระทำเช่นนี้มาสืบทราบภายว่าเป็นเพราะที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวบางส่วนไปติดต่อโดยตรงกับเจ้าของบ้านพักและให้ราคาค่าเช่าสูงกว่าที่ทางบริษัทฯทำสัญญากันไว้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีผู้ต้องการที่พักเป็นจำนวนมาก จึงใช้วิธีการดังกล่าวในการหาประโยชน์ พร้อมทั้งมีการนำเรื่องราวไปแชร์กันต่อในช่องทางออนไลน์ นำไปโฆษณาให้กับผู้อื่น รวมไปถึงตัวแทนของผู้ให้เช่ากล่าวหาว่าบริษัทฯทำธุรกิจที่ไม่สุจริต ฉ้อโกง ฯลฯ อีกด้วย
          ด้านนายมนตรี บัวมาก ทนายความประจำบริษัทฯ เปิดเผยว่า การทำสัญญาเช่ากับเจ้าของบ้านพักมีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาอย่างถูกต้อง และทางผู้เช่าไม่ได้ทำผิดสัญญาตามที่ตกลงไว้แต่อย่างใด แม้อาจจะมีล่าช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยข้ามเดือน ซึ่งมีหลักฐานการโอนเงินที่สามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นการกระทำในลักษณะนี้ถือว่าเป็นการหาประโยชน์โดยมิชอบและเข้าข่ายเป็นการบุกรุกสถานที่ แม้ว่าจะเป็นเจ้าของบ้านพักก็ตาม เนื่องจากมีการทำสัญญาปล่อยเช่าไปแล้ว โดยเรื่องนี้ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากทางบริษัทฯก็ได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจเพื่อดำเนินการคดีอาญาโดยกล่าวหาว่า “บุกรุก” และคดีทางแพ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทฯ นอกจากนี้อาจจะมีการแจ้งความดำเนินคดีความผิดทาง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วย เนื่องจากมีการนำข้อความไปโพสต์จนทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย ส่วนที่มาแถลงข่าวในครั้งนี้ก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการว่าทางบริษัทฯไม่ได้ทำธุรกิจที่เข้าข่ายหลอกลวง หรือฉ้อโกงแต่อย่างใด

Advertisement